สรุปเนื้อหา กลุ่มที่ 13 เรื่อง ข่าวเกี่ยวกับกฎหมายและการประกันคุณภาพการศึกษา และบทสรุปการนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและการประกันคุณภาพการศึกษาไปใช้
เรื่องราวข่าวฉาวในรั้วโรงเรียนที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง คงหนีไม่พ้นเรื่องของ เด็กตีกัน ครูตีเด็ก อย่างกรณีล่าสุด เด็กนักเรียนชาย ชั้น ป.1 ถูกครูใช้ไม้ตีหลังจนบวมซ้ำไปทั้งแผ่นหลัง เหตุผลเพราะอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เพียงเพราะอารมณ์ของครู ทำให้เด็กต้องเจ็บตัวทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
ปัญหาประการหนึ่งที่ถูกยกมาถกเถียงกันบ่อย คือ ครูควรตีเด็กนักเรียนหรือไม่ ไม้เรียวที่เคยใช้ตีเด็กในยุคก่อน ควรนำกลับมาใช้ต่อหรือไม่ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งยกเลิกการ ลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตีมาถึง 10 ปี แล้ว ด้วยการออกระเบียบของกระทรวง ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ.2548 กำหนดให้การลงโทษเด็กทำได้แค่ 4 สถาน เท่านั้น คือ 1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ 4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และภายหลังมีการเพิ่มมาตรการลงโทษเด็กที่ไม่สามารถปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมได้
โดยให้พักการเรียนกับเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนครูลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เช่น ตบหน้า ตบหัว เอาสันไม้บรรทัดตีหัว หยิก ใช้ไม้ตีขา น่อง ก้น อย่างรุนแรงจนเกิดรอยบวมช้ำเลือด เอารองเท้าครูตบหน้า ใช้มือชกไปที่ท้อง ให้วิ่งรอบสนามกลางแดดหลายรอบ จนเด็กเป็นลม
การการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวทั้งสิ้น มีความผิดทั้งทางวินัยข้าราชการ ผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพครู และยังเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นด้วย พร้อมย้ำว่า ทั้งหมดนี้ ห้ามเฆี่ยนตีเด็กอย่างเด็ดขาด และกฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกโรงเรียน ทั้งรัฐบาลและเอกชน
ดังนั้น การลงโทษของครูบาอาจารย์ ต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา จะลงโทษนอกเหนือจากระเบียบที่กำหนดไว้ไม่ได้ ถือว่าไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะทำได้
2.ผอ.เข้าสอบครูผู้ช่วยผิดกฎหมายหรือไม่
ตามที่มีข่าวผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไทร จ.บุรีรัมย์ เข้าสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่สนามสอบจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่ามีเจตนาหรือจุดประสงค์ใดในการเข้าสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ อีกทั้งต้องตรวจสอบว่า ผอ.คนดังกล่าวมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องในการกระทำทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้หรือไม่ มีท่านผู้อ่านสอบถามปัญหาข้อกฎหมายมาหลายประเด็น ทนายคลายทุกข์จึงขอแสดงความเห็นทางกฎหมายเป็นรายประเด็นดังนี้
1.ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารระดับสูง มีสิทธิเข้าสอบครูผู้ช่วยหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย โดยทั่วไปทางราชการจะต้องมีการประกาศคุณสมบัติของผู้เข้าสอบว่าจะมีอะไรบ้าง เช่น วุฒิการศึกษา การตรวจสุขภาพร่างกายหรือการตรวจสอบประวัติในทางเสื่อมเสีย เป็นต้น น่าเชื่อว่าผู้อำนวยการทราบกฎระเบียบการสมัครเข้าสอบครูผู้ช่วยเป็นอย่างดี เพราะรับราชการครูมากว่า 10 ปี การเข้าสอบของผอ.จึงน่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ทางราชการกำหนด
2.การเข้าสอบของผู้อำนวยการในตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งของตัวเอง ถือว่าเป็นการทำโดยทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือเป็นการกระทำโดยมิชอบหรือไม่
ความเห็นทางกฎหมาย ต้องเข้าใจคำนิยามของคำว่า “ทุจริต” เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร และจะใช้กับการสอบสวนทางวินัยหรือดำเนินคดีทางอาญาหรือดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งคำว่า “ทุจริต” มีความหมายต่างกัน ซึ่งกฎหมายกำหนดคำนิยามไว้ ดังนี้ “ทุจริต”
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ตาม พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 มาตรา 3 “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น
สรุป ท่าน ผอ.เป็นข้าราชการจะต้องดูว่าเขามีหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เกี่ยวข้องกับการสอบหรือไม่ ถ้าเขาไม่มีหน้าที่หรือทำนอกหน้าที่หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.อ.มาตรา 157 แต่ถ้าเขามีหน้าที่โดยตรงและเข้าไปสอบเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เขาก็มีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประเด็นนี้ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่า เขามีหน้าที่หรือไม่อย่างไร
3.อนาจารนักเรียนผิดทั้งวินัย ผิดทั้งอาญา
กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศศิษย์หรือผู้เยาว์ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ส่วนระดับโทษนั้นขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของพฤติการณ์แห่งคดี นอกจากจะเป็นความผิดวินัยแล้ว ยังส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้กระทำบ้าง ขอยกตัวอย่างข้อเท็จจริงดังนี้
นาย ก. ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ถูกนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 17 คน ร้องเรียนกล่าวหาว่าถูกนาย ก. กระทำอนาจาร และบางรายถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงของผู้บังคับบัญชาพบว่า กรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาของนาย ก. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และในขณะเดียวกัน นาย ก. ก็ถูกดำเนินคดีอาญาด้วย ในการดำเนินการทางวินัยผลการสอบสวนได้ความว่า นาย ก. กระทำอนาจารโดยการกอด จับหน้าอก และจับของสงวนของนักเรียน และถูกลงโทษปลดออกจากราชการ กรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่อง กระทำอนาจารนักเรียนและกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตน ตามมาตรา 94 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ส่วนคดีอาญา นาย ก. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหากระทำอนาจาร คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่พิพากษาว่านาย ก. มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 (ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นศิษย์ที่อยู่ในความดูแล) เป็นความผิดสองกรรม รวมจำคุก 4 ปี
บทสรุปเรื่องนี้ นอกจากนาย ก. ต้องจบชีวิตการเป็นข้าราชการแล้ว ยังต้องสูญเสียอิสรภาพรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีอาญาอีกด้วย เรื่องที่นำมาบอกเล่ากันในวันนี้นับว่าให้แง่คิดได้เป็นอย่างดีสำหรับเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านใดที่กำลังกระทำ เคยกระทำ หรือคิดที่จะกระทำการอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การกระทำของท่านนอกจากจะเป็นความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาแล้ว ยังเป็นการสร้างตราบาปให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย ซึ่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครู" ที่สังคมยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
4.จับครู ขายยาบ้าให้นักเรียน อ้าง เงินเดือนไม่พอใช้
เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางศูนย์ปราบปรามและเอาชนะยาเสพติด ว่ามีข้าราชการครูรายหนึ่งใน ต.โคกกุง อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เป็นเอเย่นต์ค้ายาบ้าให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งวัยรุ่นในตำบลและหมู่บ้านจนติดยาบ้ากันอย่างงอมแงม เมื่อติดตามจับกุม จึงพบตัว นายอุดมพันธุ์ หอมจันทร์ อายุ 47 อาจารย์ 3 ระดับ 8 ครูสอนวิชาพละ โรงเรียนบ้านโคกรุง ต.โคกรุง อ.แก้งคร้อ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
ทั้งนี้ จากการค้นตัวพบยาบ้า 90 เม็ด บรรจุในหลอดกาแฟ ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์การเสพ อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง
นายอุดมพันธุ์ ให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ต้องหันมาค้ายาบ้า เนื่องจากอาชีพครูเงินเดือนน้อย ไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่าย โดยซื้อยาบ้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ครั้งละ 200-300 เม็ด ในราคาเม็ดละ 100 บาท จากนั้นจึงนำมาขายต่อให้กับลูกศิษย์และวัยรุ่นหมู่บ้านใกล้เคียง ในราคาเม็ดละ 400-600 บาท
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมตัว น.ส.ภัชราพร ผจญกล้า อายุ 25 ปี เพื่อนสาวคนสนิทของนายอุดมพันธุ์ หลังตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก้งคร้อ ดำเนินคดี
5. กำราบนักเรียนนักเลงตีกัน 'ใช้ ม.44-เอาผิดผู้ปกครอง' เอาผิดผู้ปกครอง-สถานศึกษาด้วย! "สอศ." ถกกระทรวงยุติธรรม แก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาท มีมติเสนอครม.ขอใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจสารวัตรนักเรียน
นายสินเธาว์ ชัยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประชุมหารือและพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว โดยให้มีบทลงโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ สถานศึกษาและผู้ปกครองจะต้องมีส่วนรับผิดชอบหากละเลยจนเด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงผู้มีส่วนยุยงส่งเสริมให้เด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท เช่น ศิษย์เก่า อาจารย์รุ่นเก่า เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนทำให้เด็กก่อเหตุทะเลาะวิวาท เพราะเด็กยุคใหม่จะไม่มีปัญหาทะเลาะวิวาทแล้ว
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะเพิ่มบทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ สารวัตรนักเรียน และอาจารย์ฝ่ายปกครอง ให้มีอำนาจในการปฎิบัติงานมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เมื่อเด็กก่อเหตุจึงไม่สามารถควบคุมตัวเด็กเอาไว้ได้ ดังนั้น เมื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ปฎิบัติงานจะทำให้ผู้ปฎิบัติมีอำนาจในการกักตัวเด็กที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทไว้ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมงก่อนจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
“ ที่ประชุมเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะอยากให้การแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทมีมาตรการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปัญหาเหล่านี้จะได้ลดลง แต่การแก้ไขกฎหมายต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เสนอการแก้ไขกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อให้มาตรการต่างๆมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว
6. สพฐ.หาต้นแบบกิจกรรมลดเวลาเรียน
สพฐ.ตั้งเป้าขยายโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มอีก 15,000 โรงในปี 59 เตรียมค้นหาโรงเรียนที่จัดกิจกรรมเด่น ๆ เป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นนำไปใช้ วันนี้(21 ม.ค.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดำเนินการโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียนนำร่อง 3,800 โรง นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ตนได้สั่งการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปสำรวจว่า ที่ผ่านมามีโรงเรียนใดบ้าง จำนวนกี่โรง ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการแต่ได้นำนโยบายไปปฏิบัติคู่ขนานกับโรงเรียนนำร่อง 3,800 โรง เพื่อจะได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า จะมีอีกกี่โรงที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2559 เพื่อ สพฐ.จะได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังทุกโรงเรียนว่าหากมีความพร้อมก็สามารถสมัครร่วมโครงการได้ เนื่องจาก สพฐ.ตั้งเป้าไว้ว่าปีการศึกษา 2559 สพฐ.จะขยายผลโครงการในโรงเรียนอีก 15,000โรง แต่หากจำนวนโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการมีมากเกินกว่าที่กำหนด ก็อาจต้องมีการคัดเลือกให้เหลือตามเป้าที่วางไว้ก่อน
“การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จะสำเร็จได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่ครู ที่จะช่วยสนับสนุนและจัดกิจกรรมที่พัฒนาเด็กให้มีทักษะตามหลัก 4 H ได้แก่ ทักษะทางความคิด จิตใจ การลงมือปฏิบัติ และสุขภาพ ซึ่งผมได้ขอให้ช่วยกันติดตามด้วยว่า มีโรงเรียนใดบ้างที่จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในแต่ละด้านได้อย่างเหมาะสม โดยนำเมนูกิจกรรมที่ สพฐ.จัดเตรียมไว้ประมาณ 300 เมนูไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกกิจกรรมที่ดีที่สุด เพื่อนำมาเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่น ๆ นำไปใช้พัฒนากิจกรรมต่อไป”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.เตรียมจะจัดอบรมทีมสมาร์ทเทรนเนอร์เพิ่มขึ้น เพื่อรับมือการขยายผลโครงการ โดยจะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่รับผิดชอบงานด้านการนิเทศซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องรู้และเข้าใจโครงการลดเวลาเรียนฯมากที่สุด เพราะต้องสื่อสารไปยังครู นักเรียน และผู้ปกครองให้เข้าใจได้ด้วย
นายการุณ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองมีความกังวลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กจะต่ำลงนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับเรื่องนี้มาแล้ว ในวันที่ 28ม.ค.นี้ สพฐ.จะจัดประชุมซักซ้อมความเข้าใจ โดยรมว.ศึกษาธิการจะมอบนโยบายและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ร่วมให้คำแนะนำด้วย
7. ชี้ครูต้องเรียน 5 ปี รู้แนวการสอนบัณฑิตวิทย์ สอนสะเต็มศึกษาได้
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโฒ (มศว) กล่าวว่า จากกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดให้ผู้ที่จบปริญญาตรีสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สามารถเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้เช่นเดียวกับผู้ที่จบด้านศึกษาศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไม่ได้เก่งไปกว่าผู้ที่จบครูของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มศว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ขอนแก่น
ซึ่งดูได้จากคะแนนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เด็กสายครูมีคะแนนแอดมิชชั่นส์สูงมากและมีเด็กวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาตร์หลายคนที่คะแนนต่ำกว่าเด็กสายครู นอกจากนี้ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเด็กเหล่านี้ก็ไม่ได้สอบวัดความถนัดทางวิชาชีพครู หรือ แพต 5 เมื่อเป็นเช่นนี้ จะประกันคุณภาพได้อย่างไรว่าจะมาเป็นครูที่ดี
ทั้งนี้ นักศึกษาครูต้องเรียน 5 ปี และทุกคนจะรู้ว่าแนวทางการสอนสะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์วิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ว่าเป็นอย่างไร
นอกจากนี้นักศึกษาต้องเรียน 10 มาตรฐานวิชาชีพ ได้เรียนรู้วิธีการสอน การวัดประเมินผล การทำสื่อ จรรยาบรรณความเป็นครู รวมทั้งต้องฝึกสอนก่อนจบการศึกษาด้วย แต่เด็กวิศวะและวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ฝึกสอนเลย จึงอยากให้ ศธ.ทบทวนเรื่องนี้
ด้าน ผศ.ดร.กิติเดช สันติชัยอนันต์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า
เปิดให้ผู้ที่จบสายวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ มาเป็นครูได้จะช่วยเติมเต็มการสอนสะเต็มศึกษาได้ 10-20% ซึ่งยังเชื่อมั่นว่าครูด้านวิทยาศาสตร์ที่ผลิตกันอยู่ในเวลานี้ มีความสามารถพอที่จะสอนสะเต็มศึกษาได้
นอกจากนี้ยังเป็นห่วงว่าผู้ที่จบวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์หลักสูตรที่เด็กเหล่านี้เรียนมาเน้นการออกแบบ และการคำนวณขณะที่ครูช่างต้องเน้นปฏิบัติค่อนข้างมาก
8.ครูลงโทษ"คอซอง"เล็บยาว ฟาดท้ายทอยจนกำเดาไหล แม่โวยแหลกผ่านโซเชียลฯ อ้างลูกสาวถูกครูใช้หนังสือฟาดท้ายทอย จนเลือดกำเดาไหลหามส่งไอซียู เหตุเล็บยาว โร่ร้องสภ.ภูเก็ต หวังเป็นกรณีตัวอย่าง ผอ.รร.สตรีภูเก็ต ทราบเรื่องแล้ว
จากกรณีโลกออนไลน์ให้ความสนใจ ต่อประเด็นการลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ หลังสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อว่า“Chomphunut Bunsophap” ได้โพสต์รูปภาพเด็กนักเรียนหญิงสังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.ภูเก็ต ระบุว่าเป็นบุตรสาวของเธอเอง พร้อมกับบรรยายภาพอ้างว่า บุตรสาวถูกทำโทษด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ครูได้ใช้หนังสือปกแข็งคล้ายแฟ้ม ฟาดเข้าที่ท้ายทอย จนเลือดกำเดาไหลออกมาเป็นก้อนเลือดและเจ็บหน้าอกร่วมด้วย เพียงเพราะเล็บยาวโผล่แค่ปลายนิ้วเล็กน้อย กระทั่งเด็กมีอาการคลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะ จึงต้องส่งตัวไปตรวจที่ห้องฉุกเฉินของรพ.กรุงเทพภูเก็ต ภายหลังจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ภูเก็ต เพื่อร้องขอความเป็นธรรม และยุติความรุนแรง ตามที่ปรากฏเป็นกระแสวิพากษ์วิจารร์บนสังคมออนไลน์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 18 ธ.ค. เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งแม่ของเด็กนักเรียนหญิง เปิดเผยกับ “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า ขนาดยุงตอมยังไล่ มดกัดยังบี้ให้ตาย เป็นใครเอาหนังสือมาตีหัวจนเลือดกำเดาไหล ขณะนี้มีกระแสกดดันต่อครอบครัวเข้ามาทุกทาง จึงยังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ แต่จะขออนุญาตชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเองจะดีกว่า จะได้สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยัง ดร.โกศล ใสขาว ผอ.โรงเรียนสตรีภูเก็ต แต่ปรากฏว่าติดภาระกิจทั้งช่วงเช้าและบ่าย จึงไม่ได้เข้ามาที่โรงเรียนฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ธุรการ แจ้งว่า ดร.โกศล ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้พูดคุยในเบื้องต้นกับผู้ปกครองของเด็ก ส่วนรายละเอียดการสอบสวนต้องรอผู้อำนวยการฯเป็นผู้ให้สัมภาษณ์.
9.รับเด็กปี 59 ปลอดแป๊ะเจี๊ยะจับได้-มีหลักฐานปลดทันที
"การรับนักเรียน ม.1 เฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง ทั่วประเทศ จะต้องรับนักเรียนเพียงรอบเดียวเท่านั้น และการรับนักเรียนปีนี้จะต้องไม่ให้มีการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกที่นั่งในชั้นเรียนอย่างเด็ดขาด และถ้าผู้ปกครองพบข้อมูลว่ามีโรงเรียนใดเรียกรับเงินแลกกับที่นั่งก็ขอให้แจ้งมา ที่ สพฐ.ได้ทันที และถ้าตรวจสอบพบว่ามีการเรียกรับเงินจริงก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัย" การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ประกาศชัดรับนักเรียนต้องปลอดแป๊ะเจี๊ยะ
การุณ ย้ำด้วยว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องวางแผนรับนักเรียนให้โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำคัญคือ เด็กต้องมีที่เรียนทุกคน ต้องทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีความสุขในการเข้าเรียน นอกจากนี้ ขอให้โรงเรียนดังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรู้จักกับโรงเรียนคู่พัฒนาของแต่ละแห่ง เพื่อจะได้เกิดความมั่นใจในคุณภาพว่าไม่แตกต่างจากโรงเรียนดัง ซึ่งตรงนี้จะลดความหนาแน่นในการสมัครเรียนของโรงเรียนดังเช่นที่ผ่านมา
10. 9 นโยบายของ คสช.ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ
ศึกษาธิการ - ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ 18/2557 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 โดยมีประเด็นสำคัญสรุปดังนี้
· การรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ/กิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.
ที่ประชุมรับทราบ กรอบในการรายงานผลการปฏิบัติงานและการขับเคลื่อนนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งแผนงาน/โครงการเร่งด่วนใน 4 เดือนที่เหลือ (มิถุนายน-กันยายน 2557) จำนวนทั้งสิ้น 7 โครงการ และแนวทางที่จะดำเนินงานตามนโยบาย คสช. ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ
7 แผนงาน/โครงการเร่งด่วน คือ 1) โครงการสร้างความเข้าใจความรักสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ภูมิใจในความเป็นไทย 2) แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง 3) ปรับการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้สามารถสื่อสารได้
4) การเยียวยาและช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหารในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 6) โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ต 7) สรุปการเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
1) สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ความสามัคคี
2) เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
3) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นผลิตและพัฒนากำลังคนระดับกลางและระดับสูงที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อการพัฒนาประเทศ
4) ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน เน้นกระบวนการคิดเชิงระบบ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความมีวินัย จิตสำนึกความเป็นไทย ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
5) ปฏิรูปครู โดยเน้นการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพ และให้คนเก่งคนดีมาเป็นครู
6) ปฏิรูประบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม และการกระจายอำนาจ
7) พัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
8) เตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
9) พัฒนาระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทันสมัย
การประกันคุณภาพการศึกษามีประโยชน์และการนำไปใช้
- เกิดการพัฒนาคุณภาพของสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่มาตรฐานสากล
- การใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- การบริหารจัดการของสถาบันการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล อันจะทำให้การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับ การสร้างผลงานวิจัย และการให้บริการทางวิชาการ เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงกับความต้องการของสังคมและประเทศชาติ
- ผู้เรียน ผู้ปกครอง ผู้จ้างงาน และสาธารณชนมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นระบบ
- สถาบันการศึกษา หน่วยงานบริการการศึกษา และรัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นระบบในการกำหนดนโยบาย วางแผน และการจัดบริการการศึกษา
- ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกสาระวิชาสูงได้มาตรฐานสม่ำเสมอ
- ผู้เรียนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับผลอะไรจากการเรียนในสถาบันการศึกษาและได้ผลตามความต้องการ
- ผู้ปกครอง ชุมชน ครู หน่วยงานการจัดการศึกษาในท้องถิ่น มีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ผสมกลมกลืนระหว่างมาตรฐานสากล มาตรฐานชาติและมาตรฐานท้องถิ่น
- ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นำการจัดการเพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษา โดยผนึกกำลังกับครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน วางแผนการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้บังเกิดผลกับผู้เรียนตามมาตรฐาน มีการตรวจสอบยอมรับในแผนการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา
- ครูได้รับการพัฒนาและจูงใจให้วางแผนการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นกระบวนการปฏิบัติเพื่อให้นำไปสู่การบรรลุมาตรฐานคุณภาพการเรียนรู้อย่างครบถ้วน ให้ผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษาติดตามตรวจสอบการเรียนการสอน และช่วยให้คุณภาพการศึกษามีความเป็นระบบระเบียบ
- มีระบบการวัดประเมินผลตามสภาพจริง มุ่งตรงต่อการบรรลุมาตรฐานคุณภาพ และบันทึกลงแฟ้มผลงานที่ผู้บริหารและครูตรวจสอบผลการเรียนและบันทึกผล นำผลมาใช้เพื่อการพัฒนาและรายงานสู่ชุมชนสม่ำเสมอว่า การจัดการเรียนการสอนทำให้บังเกิดผลตามเป้าหมายคุณภาพการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ดีเพียงใด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น